หยุดวิธีการทำคอนเทนต์ไปวันๆ แจก Prompt Value Content 15 แบบ ที่ขายได้แบบไม่ขาย ทำให้ลูกค้าหยุดอ่าน อ่านแล้วทำตามได้เลย [อ่านต่อ]
ปัญหาของคนทำคอนเทนต์ส่วนใหญ่คือ เขียนแล้วคนไม่สนใจ ยอดวิวน้อย Engagement ต่ำ ขายของไม่ได้ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเรารู้โครงสร้างการเล่าเรื่องที่ดี เราจะสามารถดึงดูดความสนใจลูกค้าได้แบบง่ายๆ
.
เลยอยากมาแชร์ 15 โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Value Content พร้อมเทคนิคการใช้และตัวอย่างที่จะช่วยให้คอนเทนต์ของเราน่าสนใจมากขึ้นครับ
และมีคำสั่ง Prompt มาให้ใช้งานกัน ตอนท้ายครับ
1.Myth vs Fact
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อในวงการของเรามีความเข้าใจผิดเยอะ หรือลูกค้ามักมีข้อสงสัยซ้ำๆ
โครงสร้าง: (1) ยกความเชื่อผิดๆ ขึ้นมา (2) อธิบายว่าทำไมมันผิด (3) บอกข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง (4) สรุปสิ่งที่ควรทำ
ตัวอย่าง: “เชื่อว่า: ครีมกันแดดทาแค่ตอนเช้าพอ” → แต่จริงๆแล้ว เหงื่อและความมันทำให้กันแดดหลุดออก → ข้อเท็จจริง: ควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง → สรุป: พกกันแดดติดตัวไว้ทาซ้ำ จะได้ปกป้องผิวได้ตลอดวัน”
2.X สิ่งที่คุณอาจไม่เคยรู้
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อสินค้าเรามีจุดเด่นที่คนทั่วไปมักไม่รู้ หรืออยากสร้างความน่าสนใจให้กับหัวข้อที่ดูธรรมดา
โครงสร้าง: (1) พาดหัวน่าสนใจ (2) นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ 3-5 ข้อ (3) อธิบายแต่ละข้อสั้นๆ (4) สรุปประโยชน์ที่จะได้รับ
ตัวอย่าง: “5 สิ่งที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับเซรั่มวิตามินซี” → 1. ขวดสีชาไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป → 2. ควรเก็บในตู้เย็นเพื่อยืดอายุ → 3. ใช้ร่วมกับกันแดดจะเพิ่มประสิทธิภาพ → สรุป: เลือกและใช้วิตามินซีอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผิวกระจ่างใสได้เร็วกว่า!
3.Mini Case Study
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการแสดงผลลัพธ์จริง สร้างความน่าเชื่อถือ หรือมีลูกค้าที่ประสบความสำเร็จชัดเจน
โครงสร้าง: (1) แนะนำปัญหาของลูกค้า (2) อธิบายสถานการณ์และสาเหตุ (3) แสดงวิธีการแก้ไข (4) เผยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (5) สรุปข้อคิดที่ได้
ตัวอย่าง: “คุณนิดอายุ 35 ปี มีปัญหาผิวแห้งมาก หลังคลอดลูก” → เธอไม่มีเวลาบำรุงผิวเพราะต้องดูแลลูก → ได้แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ A ที่เน้นเรียบง่ายแค่ 2 ขั้นตอน → หลัง 30 วัน ผิวกลับมาชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง → สรุป: บางครั้งสกินแคร์ที่เรียบง่ายแต่ใช้อย่างสม่ำเสมอ ดีกว่าหลายขั้นตอนแต่ทำไม่ครบ
4.Checklist + Action Steps
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการให้ลูกค้าเช็กสถานะของตัวเอง หรือต้องการให้ลงมือทำทันที
โครงสร้าง: (1) ตั้งคำถามให้ผู้อ่านเช็กตัวเอง (2) สร้างรายการตรวจสอบ 3-5 ข้อ (3) เสนอวิธีแก้ปัญหาสำหรับแต่ละข้อ
ตัวอย่าง: “ลองเช็กดูว่าผิวคุณขาดน้ำหรือเปล่า?” → 1. ผิวรู้สึกตึงหลังล้างหน้า (ใช่/ไม่) → 2. มีริ้วรอยเล็กๆ ปรากฏชัดตอนยิ้ม (ใช่/ไม่) → ถ้าตอบใช่ 2 ข้อขึ้นไป ผิวคุณกำลังขาดน้ำ → วิธีแก้: 1. ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน 2. ใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนิก…
5.อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการอธิบายการเปลี่ยนแปลง หรือเตือนถึงผลกระทบในอนาคตหากไม่ทำอะไรสักอย่าง
โครงสร้าง: (1) เล่าสถานการณ์ในอดีต (2) เปรียบเทียบกับปัจจุบันที่เปลี่ยนไป (3) ทำนายอนาคตที่จะเกิดขึ้น (4) แนะนำวิธีรับมือ
ตัวอย่าง: “อดีต: 30 ปีก่อน มลภาวะน้อย ผิวเสียช้า” → “ปัจจุบัน: ฝุ่น PM 2.5 และรังสี UV เพิ่มขึ้นทุกปี ผิวเสียเร็วกว่าเดิม” → “อนาคต: ถ้าไม่ปกป้องผิว ริ้วรอยจะมาเร็วกว่ารุ่นแม่ถึง 10 ปี” → “ทางแก้: ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี Antioxidant ทุกเช้า กันแดดทุกวัน ไม่ว่าอยู่บ้าน”
6. Why It Matters
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อมีประเด็นสำคัญที่คนมักมองข้าม แต่ส่งผลกระทบใหญ่ในระยะยาว
โครงสร้าง: (1) ยกประเด็นที่คนมองข้าม (2) อธิบายทำไมมันสำคัญ (3) แสดงผลกระทบถ้าละเลย (4) เสนอวิธีแก้ไขหรือดูแลที่ถูกต้อง
ตัวอย่าง: “ทำไมการล้างเครื่องสำอางให้สะอาดถึงสำคัญ?” → มันไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาด แต่ส่งผลถึงสุขภาพผิวระยะยาว → ถ้าล้างไม่สะอาด เครื่องสำอางตกค้างจะอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิว ผิวหมองคล้ำ แก่เร็ว → วิธีที่ถูกต้อง: ใช้คลีนซิ่งออยล์ก่อน ตามด้วยโฟมล้างหน้า ทำทุกคืนแม้จะเหนื่อยแค่ไหน
7. Did You Know?
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อมีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ น่าตกใจ หรือต้องการสร้างความตื่นเต้น
โครงสร้าง: (1) เริ่มด้วย “รู้หรือไม่ว่า…” (2) นำเสนอข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ (3) เสริมด้วยตัวเลขหรือสถิติ (4) สรุปวิธีนำไปใช้
ตัวอย่าง: “รู้หรือไม่ว่า… ผิวของเราสร้างเซลล์ใหม่ทุก 28 วัน แต่หลังอายุ 30 จะช้าลงเป็น 40-60 วัน” → “นี่เป็นสาเหตุให้ผิวดูหมองคล้ำและไม่สดใส” → “การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี AHA หรือ BHA จะช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวกลับมาสดใสเร็วขึ้น” → “ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี AHA 5% สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเห็นผลภายใน 2 สัปดาห์”
8. 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อ…
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการแนะนำวิธีแก้ปัญหาที่ดูซับซ้อนให้ง่ายขึ้น ทำได้จริง
โครงสร้าง: (1) ระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไข (2) แนะนำ 3 ขั้นตอนแก้ปัญหา (3) อธิบายแต่ละขั้นตอนสั้นๆ (4) บอกผลลัพธ์ที่จะได้
ตัวอย่าง: “3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อแก้ปัญหาสิวอักเสบใน 7 วัน” → 1. เช้า-เย็น: ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ที่มี Salicylic Acid 2% → 2. กลางวัน: ทากันแดดสูตร Non-comedogenic → 3. ก่อนนอน: แต้มเฉพาะจุดด้วยยาแต้มสิวสูตร Tea Tree Oil → ผลลัพธ์: สิวยุบภายใน 3 วัน หายสนิทใน 7 วัน
9. สิ่งที่เคยเชื่อ…แต่ไม่จริง!
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการแก้ไขความเชื่อผิดๆ ที่แพร่หลาย หรือสร้าง “aha moment” ให้ลูกค้า
โครงสร้าง: (1) ยกความเชื่อเดิมที่ผิด (2) อธิบายว่าทำไมมันไม่จริง (3) ให้ข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมหลักฐาน (4) แนะนำสิ่งที่ควรทำแทน
ตัวอย่าง: “เคยเชื่อว่า… ครีมที่แพงที่สุดคือดีที่สุด!” → “แต่ความจริงคือ… ราคาไม่ได้บอกประสิทธิภาพเสมอไป” → “จากงานวิจัยพบว่า ส่วนผสมและความเข้มข้นต่างหากที่สำคัญ เช่น ครีมที่มี Retinol 0.5% ราคา 500 บาท อาจให้ผลดีกว่าครีมแบรนด์หรูที่มี Retinol 0.1% ราคา 5,000 บาท” → “วิธีเลือกที่ถูกต้อง: ดูส่วนผสมและความเข้มข้นก่อนดูราคา”
10. Mini Test / Quiz
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการให้ลูกค้ามีส่วนร่วม และรู้สึกว่าได้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงสำหรับตัวเอง
โครงสร้าง: (1) สร้างคำถาม 3-5 ข้อ พร้อมตัวเลือก (2) เฉลยแต่ละคำตอบว่าหมายถึงอะไร (3) แนะนำผลิตภัณฑ์หรือวิธีแก้ไขตามผลที่ได้
ตัวอย่าง: “ทดสอบ: ผิวคุณเป็นแบบไหน? ตอบ 3 ข้อนี้” → 1. หลังล้างหน้า ผิวรู้สึก: A) ตึงแห้ง B) สบาย C) มันวาว → 2. เวลามีสิว มักเกิดบริเวณ: A) แก้ม B) หน้าผากและจมูก C) ทั่วใบหน้า → เฉลย: ถ้าตอบ A มากสุด = ผิวแห้ง, B มากสุด = ผิวผสม, C มากสุด = ผิวมัน → คำแนะนำแต่ละประเภท: ผิวแห้งควรใช้…/ ผิวผสมควรใช้…/ ผิวมันควรใช้…
11. เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการให้ลูกค้าเห็นความแตกต่างระหว่างก่อน-หลัง หรือผลิตภัณฑ์สองแบบชัดเจน
โครงสร้าง: (1) ตั้งหัวข้อเปรียบเทียบ (2) แสดงสองด้านชัดเจน (3) เปรียบเทียบแต่ละหัวข้อย่อย (4) สรุปข้อดีของฝั่งที่เราต้องการนำเสนอ
ตัวอย่าง: “เปรียบเทียบ: ผิวที่ได้รับการบำรุง VS ผิวที่ถูกละเลย” → “ผิวที่บำรุง: รูขุมขนเล็ก ผิวเนียนนุ่ม สีผิวสม่ำเสมอ แก้มมีสีเรื่อๆ ไม่ต้องแต่งหน้าเยอะ” VS “ผิวที่ละเลย: รูขุมขนกว้าง ผิวหยาบกร้าน มีจุดด่างดำ ต้องแต่งหน้าหนาเพื่อปกปิด” → “สรุป: การลงทุนกับสกินแคร์ 5 นาทีต่อวัน ช่วยประหยัดเวลาแต่งหน้า และทำให้ผิวสวยในระยะยาว”
12. How It Works
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อสินค้ามีเทคโนโลยีพิเศษ หรือมีกลไกการทำงานที่น่าสนใจ แต่เข้าใจยาก
โครงสร้าง: (1) แนะนำผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสม (2) อธิบายกลไกการทำงานแบบง่ายๆ (3) เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่เห็นได้
ตัวอย่าง: “Vitamin C ทำงานยังไงในการลดรอยดำ?” → “Vitamin C ทำหน้าที่ 3 อย่าง: 1. ยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างเม็ดสี 2. ต้านอนุมูลอิสระที่ทำลายผิว 3. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน” → “เมื่อทาวิตามินซีเข้าไป มันจะซึมลงสู่ชั้นผิว และทำงาน 3 อย่างพร้อมกัน ทำให้รอยดำจางลง ผิวกระจ่างใสขึ้น และริ้วรอยลดลง ภายใน 4-8 สัปดาห์”
13. Micro Story + Insight
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการสร้างแรงบันดาลใจ หรืออยากให้ลูกค้าเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้
โครงสร้าง: (1) เล่าสถานการณ์ก่อนเปลี่ยนแปลง (2) จุดเปลี่ยนและการตัดสินใจ (3) ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (4) บทเรียนหรือข้อคิดที่ได้
ตัวอย่าง: “เมื่อก่อนผิวพี่แห้งมาก ต้องแต่งหน้าหนาทุกวัน” → “จนวันหนึ่ง พี่ตัดสินใจเปลี่ยนวิธีดูแลผิว โดยเริ่มจากคลีนซิ่งออยล์ ตามด้วยไฮยาลูรอนิกเซรั่ม และครีมบำรุงสูตรเข้มข้น ทำเช้า-เย็นไม่เคยขาด” → “หลังจาก 30 วัน ผิวพี่เปลี่ยนไปมาก จากผิวแห้งกลายเป็นผิวชุ่มชื้น ทาบีบีครีมบางๆ ก็สวยแล้ว” → “สิ่งที่พี่เรียนรู้คือ ความต่อเนื่องสำคัญกว่าราคาสกินแคร์ ถ้าใช้ของที่ใช่ และใช้สม่ำเสมอ ผลลัพธ์จะมาเอง”
14. Infographic-style Content
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อมีข้อมูลเยอะแต่อยากให้เข้าใจง่าย หรือมีสถิติน่าสนใจที่อยากนำเสนอ
โครงสร้าง: (1) พาดหัวที่ดึงดูด (2) นำเสนอข้อมูลเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ (3) ใช้ไอคอนหรือสัญลักษณ์ประกอบ
ตัวอย่าง: “ทำไมต้องใช้ Hyaluronic Acid?” → “1 โมเลกุล เก็บน้ำได้มากถึง 1,000 เท่า” → “ผิวดูอิ่มน้ำขึ้น 40% ใน 7 วัน” → “ลดเลือนริ้วรอยได้ถึง 20% ใน 8 สัปดาห์” → “91% ของผู้ใช้ เห็นผลชัดเจนหลังใช้ 2 สัปดาห์”
15. Timeline การเปลี่ยนแปลง
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการแสดงผลลัพธ์ตามเวลา หรือสร้างความคาดหวังที่สมเหตุสมผล
โครงสร้าง: (1) แบ่งช่วงเวลาชัดเจน (2) อธิบายการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วง (3) เน้นความก้าวหน้าที่ค่อยๆ เกิดขึ้น
ตัวอย่าง: “ไทม์ไลน์ผลลัพธ์จากการใช้เรตินอล” → “วันที่ 1-7: อาจรู้สึกแสบเล็กน้อย ผิวอาจแห้งลอก (เป็นเรื่องปกติ)” → “วันที่ 7-14: ผิวเริ่มชินกับเรตินอล อาการแสบลดลง” → “วันที่ 14-30: เห็นผิวเนียนขึ้น รูขุมขนเล็กลง” → “วันที่ 30-60: ริ้วรอยเล็กๆ เริ่มจางลง” → “วันที่ 60-90: ผิวกระจ่างใส รอยดำจางลงชัดเจน ริ้วรอยลดลง”
วิธีเขียนคำสั่ง Prompt
รบกวนเขียนบทความประเภท Value Content โดยใช้ข้อมูลต่อไปนี้:
1. หัวข้อ
ระบุชื่อหัวข้อที่คุณต้องการเขียน (เอกสารแนะนำว่าหัวข้อนี้อาจได้มาจากการแนะนำ เช่น จาก ChatGPT)
2.โครงสร้าง
เลือกโครงสร้างการเล่าเรื่อง 1 ใน 15 แบบที่เหมาะสมกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของคุณ (ดูจาก 15 โครงสร้างที่สรุปไปก่อนหน้านี้ เช่น Myth vs Fact, Mini Case Study, Checklist + Action Steps เป็นต้น)
3.เพื่อลงในสื่อ
ระบุช่องทางโซเชียลมีเดียที่คุณต้องการนำเนื้อหาไปลง (เช่น Facebook Post, LINE OA Broadcast, Blog, IG Carousel, TikTok)
4.ความยาว
กำหนดความยาวของบทความที่ต้องการ เช่น ระบุเป็นจำนวนย่อหน้า, บรรทัด, หรือจำนวนคำ
5. call to action
ระบุคำเชิญชวนให้ผู้อ่านดำเนินการต่อ (Call to Action) ว่าต้องการให้ไปที่ไหน (เช่น LINE OA, เบอร์โทรศัพท์, ลิงก์เว็บไซต์)
เคล็ดลับจากพี่นุก คือ ลองเลือกโครงสร้างสัก 2-3 แบบที่เหมาะกับสินค้าของเรา แล้วทำคอนเทนต์ออกมา ดูว่าแบบไหนได้ Engagement ดีที่สุด ค่อยทำแบบนั้นให้เยอะขึ้น
แต่ที่สำคัญอย่าลืมว่า โครงสร้างแค่เป็นเครื่องมือช่วยให้เราเล่าเรื่องได้ดีขึ้น แต่เนื้อหาต้องมีคุณค่า มีประโยชน์กับลูกค้าจริงๆ เขาถึงจะกลับมาดูซ้ำๆ
ทั้งหมดนี้คือ 15 โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Value Content ที่พี่นุกแนะนำให้ลองไปใช้กัน รับรองว่า คอนเทนต์จะน่าสนใจขึ้นเยอะ และขายของได้ง่ายขึ้นแน่นอนครับ!
ถ้าใครอยากเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การใช้ Ai ให้ปัง ทักไลน์มาที่ @digitalnookacademy ได้เลยนะครับ
บทความ Ai Marketing เพิ่มเติม
โปรไฟล์ผู้สอน
พี่นุก : ฐิติพันธ์ จินาจันทร์
DigitalNook (พี่นุก) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี
พร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตในโลกออนไลน์
ครอบคลุมทุกด้านตั้งแต่ปูพื้นฐานจนถึงการทำโฆษณา
ไม่ว่าจะเป็น TikTok Shop, Facebook Ads, LINE OA
สนใจติดคอร์สสอนของ Digitalnook :
อีเมล์ :
LINE :
เบอร์โทร :
ดูคอร์สเรียนทั้งหมด : คลิกที่นี่
.

